[PR] Gain and Get More Likes and Followers on Instagram.

#kingprachadhipok

MOST RECENT

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย "โอรสบุญธรรมในรัชกาลที่๗" พระโอรสองค์นั้นทรงมีพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต (ประสูติ: กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ สิ้นพระชนม์: ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๕ พระชันษาเพียง ๒๕ปี) พระองค์ทรงมีพระนามลำลองว่า "เจรี่ (อังกฤษ: Jerry)" เป็นพระโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประสูติแต่หม่อมเล็ก ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา เป็นพระราชโอรสบุญธรรมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงไม่มีพระบุตร พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต หมั้นกับมณี เซเนียร์ บุนนาค สุภาพสตรีลูกครึ่งไทย-อังกฤษนักเรียนทุน ก.พ. ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๑ส่วนพิธีมงคลสมรสจัดขึ้นที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๑

เมื่อหม่อมมณีตั้งครรภ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานนาม ศักดิเดชน์ จากพระนามาภิไธย ประชาธิปกศักดิเดชน์ เพื่อใช้เป็นชื่อราชสกุล แต่ทางรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัชกาลที่ ๘ได้คัดค้านว่าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต อยู่ในราชสกุล ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา อยู่แล้ว (โดยมีเหตุผลเกี่ยวกับสิทธิ์ในการสืบสันตติวงศ์ และเรื่องอื่น ๆ ที่สืบเนื่องจากสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) ด้วยเหตุนี้จึงใช้ชื่อสกุลว่า "ศักดิเดชน์ ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา" แทน...(อ้างอิง :ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบจากhttp://www.tnews.co.th/contents/340570 /หนังสือ๑๒๐ปี บารมีพระปกเกล้า) #myking #kingprachadhipok #thairoyalfamily #พระปกเกล้า #หม่อมมณี #เกร็ดความรู้ #เกร็ดประวัติศาสตร์ #ชีวิตเหมือนฝัน

#บันทึกความทรงจำ "เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ ๗ และพระราชินีที่คนไทย (อาจ) ไม่เคยรู้" @ทรงเสริมค่าชีวิตคู่ให้ยืนนาน@

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงอภิเษกสมรสเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอิน นับเป็นงานแต่งงานที่มีการนำแบบอย่างของชาวตะวันตกมาใช้ เช่นการสอบถามความสมัครใจคู่สมรสที่จะดูแลปฏิบัติต่อกันและกัน การเสด็จพระดำเนินลอดกระบี่ รวมถึงการลงพระนามของคู่สมรสในทะเบียนแต่งงาน ซึ่งกลายมาเป็นทะเบียนสมรสในปัจจุบัน และการแจกของชำร่วย โดยผู้เข้าร่วมงานวันนั้นได้รับพระราชทาน #แหวนเพชร เป็นของที่ระลึก

ชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์เป็นต้นแบบให้ชายไทยมีภรรยาคนเดียว ถือว่าทรงยกย่องหญิงให้มีสถานะครอบครัวเท่ากับชาย ทำให้รูปแบบของครอบครัวในสังคมไทยแต่โบราณเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทุกวันนี้บทบาทและหน้าที่ของสตรีในสังคมไทยแข็งแกร่งขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.../ (อ้างอิง: ภาพประกอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า(พระอิสริยยศขณะนั้น) *มีข้อสังเกตว่า ล้นเกล้าฯรัชกาลที่๗ และพระราชินี จะทรงเสด็จฯไปประกอบพระราชกรณียกิจร่วมกันเสมอ และในหลายวาระก็จะโปรดเกล้าฯให้สมเด็จฯพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า โดยเสด็จฯด้วย...ภาพจาก http://www.rama7.chula.ac.th/history.html //ข้อมูลอันทรงคุณค่าจาก fb.น้องบั๊ม-->ที่มา : "ดุจแสงทองส่องไทย แรงบันดาลใจของแผ่นดิน" . เอกสารแจกในงานสัปดาห์ประชาธิปก ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ) #รัชกาลที่๗ #รำไพพรรณี #thairoyalfamily #kingrama7 #kingprachadhipok #queenrampaibarni #สมเด็จพระพันวัสสา #thaihistory #เกร็ดประวัติศาสตร์ #สถาบันครอบครัว #เรื่องเล่าจากภาพถ่าย #oldpicture

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย #วันนี้ในอดีต ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงวางศิลาฤกษ์สร้าง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า”

สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ ๑๕๐ ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (อ้างอิง :ข้อมูลจากเพจโบราณนานมา) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #myking #kingprachadhipok #queenrampaibarni #myqueen #รัชกาลที่7 #ภาพเก่าทรงคุณค่า #เกร็ดความรู้

#สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ "พระราชินีผู้นิราศ"...หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้พระนามเป็น หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การนี้พระองค์ได้สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็น #สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก...แต่แล้วในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ประทับอยู่ที่ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ไปทรงเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศทางทวีปยุโรป และได้ทรงรับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร ณ ประเทศอังกฤษ...และมิได้เสด็จนิวัติประเทศไทยอีกเลย...ขณะที่ในอีกหลายปีต่อมา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่๗ ได้รับการกราบบังคมทูลเชิญจากรัฐบาลให้เสด็จนิวัติกรุงเทพมหานคร พร้อมกับพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ณ ที่อันควรแก่พระบรมราชอิสริยยศในพระบรมมหาราชวัง พระบรมราชินีผู้นิราศได้หวนคืนสู่แผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่งในครานั้นเอง...(อ้างอิง:ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบจากหนังสือราชพัสตราภรณ์) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #kingprachadhipok #myking #myqueen #queenrampaibarni #วังสวนบ้านแก้ว #มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี #สถาบันพระปกเกล้า #เกร็ดประวัติศาสตร์ #oldpicture #ราชสกุลสวัสดิวัตน์

@Regranned from @khunchaiyod9t - #เกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องเศร้า ๆ ของพระปกเกล้าฯใน "วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ"

ก่อนถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เพียงไม่กี่วันนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสั่งให้เจ้าพนักงานยกพระแท่นมนังคศิลาซึ่งเป็นของพ่อขุนรามคำแหงออกไปเสียให้พ้นจากกำแพงพระบรมหาราชวัง จงอย่าได้อัญเชิญพระแท่นองค์นี้มาให้พระองค์ประทับเลย และอย่าได้อัญเชิญพระสังวาลของพระพุทธยอดฟ้าฯ ใส่พานมาถวายให้พระองค์สวม “เพราะทั้งพ่อขุนรามคำแหง และพระพุทธยอดฟ้าฯ ต่างก็เป็นผู้กอบกู้แผ่นดินและบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่ตัวของพระองค์เองกลับเป็นผู้ทำให้ต้องเสียไป” จึงไม่สมควรที่จะขึ้นนั่งแล้วเอาของ ๆ ท่านทั้งสองมาใส่
พอถึงเช้าวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นวันที่รัฐบาลมีหมายกำหนดการให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ทางรัฐบาลจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการสมดังกับที่รอคอยการเป็นประชาธิปไตยอย่าง “สมบูรณ์แบบ” พวกเขาต่างพากันคุยซุบซิบอย่างสนุกปากว่า ตอนที่เจ้าพนักงานเชิญรัฐธรรมนูญขึ้นให้ในหลวงทรงเซ็นนั้น พระองค์ทรงพระราชทานเซ็นด้วยพระหัตถ์ที่สั่น ๆ แล้วพูดกันต่อไปว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ยืนหน้าซีดเพราะต่างพากันเสียดายอำนาจ...... แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะทั้งสองพระองค์ทรงรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ไปสู่ความ...มากกว่าจะดี เมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เห็นจะหมดสิ้นที่จะกลับไปแก้ไข
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ผู้เป็นเสนาบดีกระทรวงวังในขณะนั้นได้เล่าว่า พอถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ประทับเพียงบนพระแท่นมนังคศิลาองค์จำลอง และทรงตรัสอยู่เสมอว่า “ฉันกลัวตายไปเจอปู่ย่าตายายเข้าจริง ๆ ท่านคงจะกริ้วว่าฉันรับของท่านไว้ไม่อยู่” อ้างอิง : ภาพและข้อมูลจากเพจโบราณนานมา ที่มาเนื้อหา จากหนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นโดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล และเพจ คลังประวัติศาสตร์ไทย”) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #myking #kingprachadhipok #queenrampaibarni #myqueen #รัชกาลที่7 #ภาพเก่าทรงคุณค่า #เกร็ดความรู้ - #regrann

#เกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องเศร้า ๆ ของพระปกเกล้าฯใน "วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ"

ก่อนถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เพียงไม่กี่วันนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสั่งให้เจ้าพนักงานยกพระแท่นมนังคศิลาซึ่งเป็นของพ่อขุนรามคำแหงออกไปเสียให้พ้นจากกำแพงพระบรมหาราชวัง จงอย่าได้อัญเชิญพระแท่นองค์นี้มาให้พระองค์ประทับเลย และอย่าได้อัญเชิญพระสังวาลของพระพุทธยอดฟ้าฯ ใส่พานมาถวายให้พระองค์สวม “เพราะทั้งพ่อขุนรามคำแหง และพระพุทธยอดฟ้าฯ ต่างก็เป็นผู้กอบกู้แผ่นดินและบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่ตัวของพระองค์เองกลับเป็นผู้ทำให้ต้องเสียไป” จึงไม่สมควรที่จะขึ้นนั่งแล้วเอาของ ๆ ท่านทั้งสองมาใส่
พอถึงเช้าวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นวันที่รัฐบาลมีหมายกำหนดการให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ทางรัฐบาลจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการสมดังกับที่รอคอยการเป็นประชาธิปไตยอย่าง “สมบูรณ์แบบ” พวกเขาต่างพากันคุยซุบซิบอย่างสนุกปากว่า ตอนที่เจ้าพนักงานเชิญรัฐธรรมนูญขึ้นให้ในหลวงทรงเซ็นนั้น พระองค์ทรงพระราชทานเซ็นด้วยพระหัตถ์ที่สั่น ๆ แล้วพูดกันต่อไปว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ยืนหน้าซีดเพราะต่างพากันเสียดายอำนาจ...... แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะทั้งสองพระองค์ทรงรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะนำพาบ้านเมืองไปสู่ไปสู่ความ...มากกว่าจะดี เมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เห็นจะหมดสิ้นที่จะกลับไปแก้ไข
เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ผู้เป็นเสนาบดีกระทรวงวังในขณะนั้นได้เล่าว่า พอถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ประทับเพียงบนพระแท่นมนังคศิลาองค์จำลอง และทรงตรัสอยู่เสมอว่า “ฉันกลัวตายไปเจอปู่ย่าตายายเข้าจริง ๆ ท่านคงจะกริ้วว่าฉันรับของท่านไว้ไม่อยู่” อ้างอิง : ภาพและข้อมูลจากเพจโบราณนานมา ที่มาเนื้อหา จากหนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นโดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล และเพจ คลังประวัติศาสตร์ไทย”) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #myking #kingprachadhipok #queenrampaibarni #myqueen #รัชกาลที่7 #ภาพเก่าทรงคุณค่า #เกร็ดความรู้

#เกร็ดประวัติศาสตร์ "วันที่พระปกเกล้าฯสวรรคต"

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ โดย พ.ศ. ๒๔๘๐ พระองค์ทรงพระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ (ตับ) แต่แพทย์ได้รักษาจนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์กำเริบหนักขึ้นโดยลำดับตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓ แต่ก็เริ่มทุเลาขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระองค์เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๔๗พรรษา

เหตุการณ์สวรรคต ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุลได้บันทึกไว้ใน “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ดังต่อไปนี้ “….เราได้รู้เรื่องสวรรคตต่อมาภายหลังว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงมีพระอนามัยดีมาแต่ประชวรแล้ว ต้องมีนางพยาบาลคอยประจำดูแลเรื่องพระหทัยอยู่ด้วยเสมอ ในตอนที่ไทยทำสงครามกับอินโดจีน ก็ทรงรำคาญอยู่เป็นนิตย์ ครั้นพอเห็นหนังสือพิมพ์ว่า ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็หมดกำลังพระทัย เช้าวันที่ ๓๐ นั้นก็ยังทรงสบายเป็นปกติ จนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ ทูลลาเสด็จออกไปซื้อของ แต่พอถึง๔แยกแห่งหนึ่ง ตำรวจรักษาการณ์ก็เข้ามาหยุดรถบอกว่าเขาโทรศัพท์มาให้เสด็จกลับเดี๋ยวนี้ ถึงที่ประทับเห็นสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้วอย่างบรรทมหลับสบาย นางพยาบาลรายงานว่า เมื่อเสวยเช้าแล้วก็ทรงหนังสือพิมพ์ สักครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงบ่นว่า เวียนหัวไม่สบาย นางพยาบาลลุกไปหยิบยา พอกลับมาก็เห็นพระหัตถ์ห้อยลงมาอยู่ข้างๆแล้ว และหนังสือพิมพ์นั้นก็ตกอยู่กับพื้น สมเด็จพระปกเกล้าฯ หลับพระเนตรเหมือนหลับอยู่อย่างสบาย จับพระชีพจรดูจึงรู้ว่าสวรรคตเสียแล้ว”

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (อ้างอิง : ข้อมูลจากวิกิพีเดีย / ภาพพระบรมฉายาลักษณ์จาก http://kingprajadhipokstudy.blogspot.com/p/king-prajadhipok-study.html) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #myking #kingprachadhipok #queenrampaibarni #myqueen #รัชกาลที่7 #ภาพเก่าทรงคุณค่า #เกร็ดความรู้

#วันรัฐธรรมนูญ ."ธรรมราชาพระองค์น้อย" ...พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ #ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ณ พระที่นั่งสุทธาศรีภิรมย์ ชาววังมักเรียกนามพระองค์ว่า ทูลกระหม่อมเอียดน้อย เมื่อพระองค์เจริญวัยครบกำหนดที่จะตั้งการพิธีโสกันต์และพระราชทานพระสุพรรณบัฏตามขัตติยราชประเพณีแล้ว พร้อมกันนี้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ก็มีพระชนม์ครบกำหนดโสกันต์เช่นกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการโสกันต์และเฉลิมพระนามของทั้งสองพระองค์ขึ้นพร้อมกันบริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘โดยพระองค์ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ชเนศรมหาราชาธิราช จุฬาลงกรณ์นารถวโรรส อุดมยศอุกฤษฐศักดิ์ อุภัยปักษนาวิล อสัมภินชาติพิสุทธ์ มหามงกุฎราชพงษ์บริพัตร บรมขัตติยมหารัชฎาภิสิญจน์พรรโษทัย มงคลสมัยสมากร สถาวรวรัจฉริยคุณ อดุลยราชกุมาร กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา" เหมือนสมเด็จพระบรมชนกนาถจะทรงหยั่งรู้กาลภายหน้าว่า พระราชโอรสพระองค์นี้จะเป็นที่พึ่งพาเป็นธรรมราชาที่นำความสุขมาสู่มหาชนชาวสยาม...#น้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐ (อ้างอิง:ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพพระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือ ๑๒๐ปีบารมีพระปกเกล้า) #ธรรมราชา #พระปกเกล้า #รัชกาลที่๗ #kingprachadhipok #เกร็ดประวัติศาสตร์ #เกร็ดความรู้ #ภาพเก่าทรงคุณค่า #thairoyal #ภาพหายาก #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

#ความรู้ “ข้อแตกต่างระหว่างพระบรมนามาภิไธย - พระปรมาภิไธย" ความสับสนในการใช้คำราชาศัพท์ สำหรับคนทั่วไป ถือเป็นเรื่องปกติด้วยมิได้เป็นถ้อยคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ คำว่าพระบรมนามาภิไธย (พฺระ-บอ-รม-มะ-นา-มา-พิ-ไท) และ พระปรมาภิไธย (พฺระ-ปะ-ระ-มา-พิ-ไท) หมายถึง ชื่อ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. คำว่า พระบรมนามาภิไธย ประกอบด้วยคำว่า พระ + บรม + นาม + อภิไธย คำว่า พระปรมาภิไธย ก็ประกอบด้วยคำว่า พระ + ปรม + อภิไธย. คำว่า นาม แปลว่า ชื่อ, อภิไธย ก็แปลว่า ชื่อ ทั้ง พระบรมนามาภิไธย และพระปรมาภิไธย จึงแปลว่า ชื่ออันประเสริฐยิ่ง
คำว่า #พระบรมนามาภิไธย หมายถึง พระนามเดิม พระนามจริงก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
คำว่า #พระปรมาภิไธย หมายถึงพระนามหลังจากที่ได้มีพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว.../จากในภาพคือพระปรมาภิไธย ย่อ ปปรใน #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ ที่มีการใช้สีเขียวเนื่องด้วยพระองค์ทรงพระราชสมภพในวันพุธ และมีลักษณะคล้ายงู (เรียงตัวเป็นอักษร ป-ป-ร เหนือศรสามเล่ม อันหมายถึง พระนาม ประชาธิปก-ศักดิเดชน์ “เดชน์” แปลว่า ลูกศร ดังนั้น คำว่า “ศักดิเดชน์” คือ ผู้ทรงศร หรือผู้ทรงอำนาจด้วยศร )เนื่องด้วยพระองค์เสด็จพระราชสมภพในปีมะเส็ง นั่นเอง #น้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐ (อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ http://swis-acs.acs.ac.th/html_edu/cgi-bin/acs/main_php /ประกอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงพระเยาว์และภาพเข็มพระปรมาภิไธยย่อ ปปร บันทึกภาพโดยแอดมิน) #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #น้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ #เรารักพระราชวงศ์จักรี #kingprachadhipok #myking #kingrama7 #วันรัฐธรรมนูญ #constitutionday #ของสะสม

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย..."ปฐมบทแห่งความรัก" เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเจริญพระชันษาได้ ๒ปี พระบิดาได้นำเข้าไปถวายตัวแด่ #สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามราชประเพณีของเจ้านายสมัยก่อนที่ถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่มีพระชันษายังน้อย ซึ่งในระยะนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู ในพระราชวังดุสิต ในเวลานี้หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีกำลังทรงศึกษาภาษาไทยเบื้องต้นอยู่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีมีชันษาได้ ๖ปี ได้ทรงย้ายสถานที่พักจากพระราชวังดุสิต ไปพระบรมมหาราชวังตามสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถไปด้วย และได้เสด็จเข้าทรงศึกษาในโรงเรียนราชินีพร้อมหม่อมเจ้าพระองค์อื่น ๆ หลังจากเสร็จการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้เสด็จย้ายจากพระบรมมหาราชวังไปสู่พระราชวังพญาไท ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่และได้ประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้เป็นการถาวรจนตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ซึ่งหม่อมเจ้ารำไพพรรณีได้ตามเสด็จมาด้วยโดยประทับอยู่บนพระตำหนักฝ่ายในติดกับห้องเสวย

เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีมีชันษาได้ ๘ปีเศษ และได้ผ่านพระราชพิธีเกศากันต์ (โกนจุก) แล้ว ก็ได้ทรงรู้จักกับ ร้อยโทสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งได้เสด็จนิวัติกลับกรุงเทพมหานคร หลังจากทรงได้สำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากประเทศอังกฤษแล้ว สาเหตุก็อันเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังพญาไทกับพระชนนีเป็นครั้งคราว และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีได้กลายเป็นผู้ที่ทรงสนิทสนมกันมากที่สุดด้วยเหตุนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ในเวลาต่อมา...(อ้างอิง :ข้อมูลพระประวัติจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์จากหนังสือ ๑๒๐ปีบารมีพระปกเกล้า) #รำไพพรรณี #thairoyalfamily #myking #myqueen #kingprachadhipok #queenofsiam #queenrampaibarni #เกร็ดประวัติศาสตร์ #ภาพเก่า #oldpicture

#เกร็ดประวัติศาสตร์ "...ปืนกระบอกนี้มีกระสุนเพียงสองลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง (สมเด็จพระบรมราชินี) แล้วเป็นของฉันเองอีกลูกหนึ่ง เพราะถ้าจะบังคับให้ฉันเซ็นอะไรที่เป็นการหลอกลวงราษฎรของฉันแล้ว เป็นยิงตัวตาย...” #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประทับยังวังสวนไกลกังวล อำเภอหัวหิน แต่รัฐบาลในขณะนั้นทูลขอให้พระเจ้าอยู่หัวประทับต่อในพระนคร ถึงกับส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาเชิญเสด็จกลับทางรถไฟจนเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าทำไมจึงอยากให้เสด็จพระราชดำเนินกลับ ซึ่งในขณะนั้นมีข่าวลือมากมายว่าหากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับเข้าพระนคร ฝ่ายพระยาทรงสุรเดชจะคอยดักยึดขบวนรถไฟพระที่นั่งที่บางซื่อ แล้วจะบังคับให้พระองค์ทรงเซ็นลาออกจากการเป็นพระเจ้าอยู่หัวเสีย แต่หากมิทรงยินยอมที่จะเซ็นก็จะจับพระองค์ไว้เป็นตัวประกัน แล้วให้พระราชวงศ์นำสมบัติมาถ่ายพระชนม์ชีพของพระเจ้าอยู่หัวไป

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบการเช่นนั้นแล้วจึงตรัสกับ พระยามโนปกรณฯ ผู้เป็นประธานคณะกรรมการราษฎรที่ในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าว่า เรื่องนี้เห็นจะจริงเพราะพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้เดียวที่ไม่ได้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว พระยาทรงสุรเดชผู้นี้เป็นหัวหน้าของเหล่าทหารที่มีความเข้มแข็ง พวกทหารเชื่อฟังเสียด้วย พระยามโนปกรณได้ฟังรับสั่งเช่นนั้นแล้วจึงรีบกลับไปหาพระยาทรงสุรเดช และพามาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเพื่อรับรองกับพระองค์ว่าจะไม่เป็นไปตามข่าวลืออย่างแน่นอน

ไม่นานนัก ในเดือนมีนาคมปีถัดมาพระเจ้าอยู่หัวจึงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้าพระนคร โดยมีพระยาทรงสุรเดชตรวจตราดูแลรักษาพระองค์อย่างกวดขัน ทำให้การเสด็จกลับครั้งนี้พระราชวงศ์และประชาชนเบาใจกันไปว่า “ทหารไม่ได้เป็นพวกนั้นเสียหมด”
ไม่ช้าก็มีเสียงติเตียนหาว่าพระเจ้าอยู่หัวขี้ขลาด จะเสด็จไปไหนก็ต้องพกปืนกระบอกเล็ก ๆ ไปด้วย บางคนก็หัวเราะเยาะพระเจ้าอยู่หัวว่า ปืนกระบอกเล็กเพียงนั้นจะไปสู้อะไรเขาได้
พระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสว่า "...ปืนกระบอกนี้มีกระสุนเพียงสองลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง (สมเด็จพระบรมราชินี) แล้วเป็นของฉันเองอีกลูกหนึ่ง เพราะถ้าจะบังคับให้ฉันเซ็นอะไรที่เป็นการหลอกลวงราษฎรของฉันแล้ว เป็นยิงตัวตาย...” (อ้างอิง :ข้อมูลจากเพจโบราณนานมา ที่มา : หนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น”โดย หม่อมเจ้าหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) #myking #myqueen #kingprachadhipok #queenrambhaibarni #พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว #รำไพพรรณี #thairoyalfamily

@Regranned from @khunchaiyod9t ------
-
#เกร็ดประวัติศาสตร์ เมื่อ๗๖ปีล่วงมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต...ทั้งนี้หลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ แต่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ โดย พ.ศ.๒๔๘๐ พระองค์ทรงพระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ (ตับ) แต่แพทย์ได้รักษาจนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์กำเริบหนักขึ้นโดยลำดับตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓แต่ก็เริ่มทุเลาขึ้นเรื่อยมา กระทั่งวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระองค์เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๔๘พรรษา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการพระบรมศพเป็นการภายในโดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน โดยรัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการประดิษฐานพระบรมศพเป็นเวลา ๔วันซึ่งตามปกติจะอนุญาตเพียงวันเดียว เพื่อให้ประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลมาถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย การจัดการพระบรมศพนั้นเป็นไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการบำเพ็ญพระราชกุศลทางศาสนาพุทธเพราะไม่มีพระภิกษุ รวมทั้งไม่มีการพระราชพิธีอื่น ๆ ตามราชประเพณีด้วย

หลังจากทราบข่าวการเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นที่พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารตามราชประเพณี โดยมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์...พระมหากษัตริย์แห่งสยามผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้เสด็จนฤพานไปแล้ว.../ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๒๔ปี ๘ พฤศจิกายน ๒๔๓๖-๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐#น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (อ้างอิง:ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบพระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗,เข็มประชาธิปกศักดิเดชน์โดยแอดมิน)

#myking #kingofthailand #kingprachadhipok #รัชกาลที่๗ #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว #สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี #kingprachadhipok #myqueen #queenrampaibarni #เกร็ดความรู้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ - #regrann

#เกร็ดประวัติศาสตร์ ”การขึ้นทรงราชย์ของรัชกาลที่ ๗“ “...เท่าที่ฉันทราบมา ก่อนที่ทูลกระหม่อมฟ้าน้อย (สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์) จะขึ้นครองราชสมบัติ ทรงทูลปรึกษาทำความตกลงกับทูลกระหม่อมแดง (สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ต่อมาทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในรัชกาลที่ ๘-๙) ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังมีพระอนามัยไม่ดีว่า ถ้าเกิดไม่มีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมา ควรจะถวายราชสมบัติแด่ทูลกระหม่อมบริพัตร เพราะเคยทรงทำราชการมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ จนตลอดรัชกาลที่ ๖ ทรงเป็นเสนาบดีทั้งกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางการทหารด้วย ซึ่งในขณะนั้นทั้งสองพระองค์ยังไม่เคยทรงทำงานใหญ่มาก่อน

ตามเรื่องแล้ว หากทูลกระหม่อมฟ้าน้อยไม่ทรงรับ ก็ต้องถวายแด่ทูลกระหม่อมแดง เพราะทรงมีศักดิ์เป็นพระราชโอรสของพระมเหสี เช่นกัน เรื่องทั้งหมดนี้ทูลกระหม่อมบริพัตรไม่ทรงทราบมาก่อน (การลำดับวงศ์สายราชสกุลในรัชกาลที่ ๕ นั้น ตามกฎมณเฑียรบาลครั้งหลังสุดในรัชกาลที่ ๖ ทรงตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้กำหนดไว้ตามลำดับชั้นยศของพระมเหสีอยู่ ๔ สาย คือ
สายที่ ๑ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง
สายที่ ๒ สมเด็จพระพันวัสสาฯ สายต้นราชสกุล “มหิดล”
สายที่ ๓ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ สายต้นราชสกุล “บริพัตร”
สายที่ ๔ พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ สายต้นราชสกุล “ยุคล”
นอกจากลำดับชั้นสี่สายนี้แล้ว มีศักดิ์เป็นพระสนมทั้งสิ้น)

ครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๖) สวรรคตแล้ว ที่ประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์และคณะเสนาบดี ก็กราบบังคมทูลเชิญให้ทูลกระหม่อมฟ้าน้อยเสด็จขึ้นสืบราชบัลลังก์ แต่พระองค์ท่านทรงปฏิเสธ ตอนนั้นทูลกระหม่อมแดงประทับอยู่ต่างประเทศ ในที่สุด สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช (ต้นราชสกุล “ภาณุพันธุ์”) และทูลกระหม่อมบริพัตรได้กราบถวายบังคมและทูลขอให้ทรงรับราชสมบัติ แล้วทั้งสองพระองค์จะทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความซื่อตรง จงรักภักดี ไม่เป็นกบฏ ...” นับจากวันนั้น สมเด็จฯเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เจ้าฟ้าผู้ทรงเสียสละพระองค์นั้นก็ได้ขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่๗ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ (อ้างอิง :ภาพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก วิกิพีเดีย/ที่มาข้อมูล หนังสือในวังแก้ว โดยหม่อมเจ้ามารยาตรกัญญา ดิศกุล) #เรื่องเล่าจากภาพถ่าย #เกร็ดความรู้ #myking #myqueen #kingvajiravudh #kingprachadhipok #kingofkings #kingofthailand

@Regranned from @khunchaiyod9t ------
-
#เกร็ดประวัติศาสตร์ เมื่อ๗๖ปีล่วงมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต...ทั้งนี้หลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ แต่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ โดย พ.ศ.๒๔๘๐ พระองค์ทรงพระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ (ตับ) แต่แพทย์ได้รักษาจนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์กำเริบหนักขึ้นโดยลำดับตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓แต่ก็เริ่มทุเลาขึ้นเรื่อยมา กระทั่งวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระองค์เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๔๘พรรษา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการพระบรมศพเป็นการภายในโดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน โดยรัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการประดิษฐานพระบรมศพเป็นเวลา ๔วันซึ่งตามปกติจะอนุญาตเพียงวันเดียว เพื่อให้ประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลมาถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย การจัดการพระบรมศพนั้นเป็นไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการบำเพ็ญพระราชกุศลทางศาสนาพุทธเพราะไม่มีพระภิกษุ รวมทั้งไม่มีการพระราชพิธีอื่น ๆ ตามราชประเพณีด้วย

หลังจากทราบข่าวการเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นที่พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารตามราชประเพณี โดยมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์...พระมหากษัตริย์แห่งสยามผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้เสด็จนฤพานไปแล้ว.../ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๒๔ปี ๘ พฤศจิกายน ๒๔๓๖-๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐#น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (อ้างอิง:ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบพระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗,เข็มประชาธิปกศักดิเดชน์โดยแอดมิน) #myking #kingofthailand #kingprachadhipok #รัชกาลที่๗ #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว #สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี #kingprachadhipok #myqueen #queenrampaibarni #เกร็ดความรู้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ - #regrann

#เกร็ดประวัติศาสตร์ เมื่อ๗๖ปีล่วงมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต...ทั้งนี้หลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ แต่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ โดย พ.ศ.๒๔๘๐ พระองค์ทรงพระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ (ตับ) แต่แพทย์ได้รักษาจนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์กำเริบหนักขึ้นโดยลำดับตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๓แต่ก็เริ่มทุเลาขึ้นเรื่อยมา กระทั่งวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระองค์เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๔๘พรรษา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการพระบรมศพเป็นการภายในโดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน โดยรัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการประดิษฐานพระบรมศพเป็นเวลา ๔วันซึ่งตามปกติจะอนุญาตเพียงวันเดียว เพื่อให้ประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลมาถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย การจัดการพระบรมศพนั้นเป็นไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการบำเพ็ญพระราชกุศลทางศาสนาพุทธเพราะไม่มีพระภิกษุ รวมทั้งไม่มีการพระราชพิธีอื่น ๆ ตามราชประเพณีด้วย

หลังจากทราบข่าวการเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นที่พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารตามราชประเพณี โดยมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์...พระมหากษัตริย์แห่งสยามผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้เสด็จนฤพานไปแล้ว.../ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๒๔ปี ๘ พฤศจิกายน ๒๔๓๖-๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐#น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (อ้างอิง:ข้อมูลจากวิกิพีเดีย/ภาพประกอบพระบรมฉายาลักษณ์จากหนังสือพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗,เข็มประชาธิปกศักดิเดชน์โดยแอดมิน) #myking #kingofthailand #kingprachadhipok #รัชกาลที่๗ #พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว #สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี #kingprachadhipok #myqueen #queenrampaibarni #เกร็ดความรู้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

#เกร็ดประวัติศาสตร์ #ราชันย์ผู้นิราศ ”พระปกเกล้าฯทรงมีรับสั่งเรื่องจัดการพระบรมศพก่อนเสด็จสวรรคต” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ณ ประเทศอังกฤษ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ทรงจัดการพระบรมศพเป็นการภายในโดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการประดิษฐานพระบรมศพเป็นเวลา ๔ วัน ซึ่งตามปกติจะอนุญาตเพียงวันเดียว เพื่อให้ประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลมาถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย

รัชกาลที่ ๗ ไม่มีพระเมรุมาศ เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตที่ต่างประเทศ เเล้วประกอบพิธีอย่างเรียบง่ายที่สุด
รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงสั่งไว้ว่า "ถ้าพระองค์สวรรคตเมื่อไร ให้ทรงพระภูษาแดง และทรงสะพักผ้าขาวผืนเดียวแล้วเอาลงหีบ แล้วจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพโดยเร็ว ไม่ต้องมีพิธีเกียรติยศอย่างใดทั้งสิ้น และขอให้เอาซอไวโอลินไปเล่นเพลงที่พระองค์โปรดเพียงคันเดียวในขณะที่กำลังถวายพระเพลิง"

ประเทศอังกฤษ ที่นั้นต่างบ้านต่างเมือง งานพระบรมศพจัดอย่างเรียบง่ายที่สุดตามพระประสงค์ก่อนที่พระองค์จะสวรรคต คือ ไม่ต้องมีงานออกพระเมรุฯ ไม่ต้องมีพระโกศ ไม่ต้องมีราชรถ ไม่ต้องประโคมย่ำ ไม่ต้องมีพระสวด ไม่ต้องเครื่องยศ แล้วเผาให้ไวที่สุด ไม่ต้องร้องไห้

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ภายหลังมาหลังจากการเมืองภายในประเทศสงบลง รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ เสด็จนิวัตกลับราชอาณาจักรไทยเป็นการถาวร โดยพระบรมราชินีได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระเจ้าอยู่หัวกลับมาด้วย
โดยทางกองพระราชพิธีได้จัดเตรียมโกศสำหรับบรรจุพระบรมอัฐิภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรไว้เมื่อพระบรมอัฐิมาถึงก็เปลี่ยนใส่ทันทีบนเรื่องพระที่นั่ง จากภาพคือ เจ้าพนักงานอัญเชิญพระบรมอัฐิพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ลงจากเรือพระที่นั่ง โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมอัฐิ (อ้างอิง :ภาพและข้อมูลจากเพจโบราณ นานมาที่มารูปภาพ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร) #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป #chula #kingprachadhipok #myking #เกร็ดความรู้

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย "วีรสตรีที่ชาวสยามไม่อาจลืม...." ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คงเหลือเพียงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ที่ไร้ซึ่งพระราชโอรสและพระราชธิดา ยังคงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษต่อไป
แล้วจากนั้นไม่นาน สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เริ่มปะทุขึ้น พระองค์ต้องทรงนำเครื่องเพชรออกมาขายเพื่ออยู่ที่ประเทศอังกฤษต่อไป. โดยเงินที่ได้มา ทรงต้องใช้ เลี้ยงตัว เลี้ยงข้าราชบริพาร และเลี้ยงพระบิดา ซึ่งประทับอยู่ที่อินโดนีเซีย อีกทั้งยังทรงช่วยสนับสนุนเสรีไทยที่อังกฤษอีกด้วย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทย ในคราวนี้จำต้องทรงนำชุด #สายสร้อยพระศอมรกต ซึ่งเป็นสมบัติที่ทรงได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะ " สะใภ้หลวง " ออกขาย

เหตุที่ต้องขายก็เพราะ พระองค์มีพระราชดำริที่จะทรงทำอยู่ คือ
๑.เสด็จกลับถึงเมืองไทยให้ทันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ ๘ และ
๒.มีพระราชประสงค์นำพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ กลับประเทศไทย
๓. เงินที่เหลือจะทรงใช้ดำเนินพระชนม์ชีพอยู่ในประเทศไทยแบบเรียบง่าย เพราะพระตำหนักทั้งสองแห่ง คือ วังศุโขทัย และ วังไกลกังวล ได้ถูกรัฐบาลริบไป

จึงตัดสินพระราชหฤทัยขายสร้อยพระศอมรกต ซึ่งในชุดเดียวกันมี สังวาลย์ สร้อยพระกร และ จี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นชิ้นที่มีค่าที่สุดของพระองค์ เป็นการขายแบบเงียบๆ เพราะพระองค์จะไม่ทรงทำอะไรให้เป็นที่เอิกเกริก จนบัดนี้ก็ไม่อาจสืบทราบได้ว่าตกไปอยู่ในมือของใคร.. (อ้างอิง :ภาพพระบรมฉายาลักษณ์และข้อมูลจากโพสต์แอดมิน Aay Vuttikorn กลุ่มลักษณะไทย Cr.Hello Jewelry 2012 //ภาพการถวายพระเพลิงจริง งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่๗จาก fb คุณอรรถพล ใคร่ครวญ)#สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี #queenofsiam #queenrampaibarni #kingprachadhipok #kingrama7 #เกร็ดประวัติศาสตร์ #ความรัก

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย "บรมราชาภิเษกพระปกเกล้าฯ" "...ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลาย กับโภคสมบัติ เปนที่พึ่งจัดการปกครอง รักษาป้องกันอันเปนธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย เทอญฯ"

#พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ พระปฐมบรมราชโองการเสมือนประหนึ่งคำสัญญาที่พระมหากษัตริย์ทรงให้ไว้แก่ราษฎรของพระองค์ อันแสดงถึงความตั้งมั่นในพระราชหฤทัยทางการปกครองนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารนั่นเอง...(อ้างอิง : ข้อมูลประกอบภาพเก่าลงสี : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกในฉลองพระองค์เต็มยศตามโบราณราชประเพณี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากเพจ S.Phormma Colorizations) #น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ #สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ #พระปกเกล้า #รำไพพรรณี #รัชกาลที่๗ #kingprachadhipok #เกร็ดประวัติศาสตร์ #เกร็ดความรู้

#เรื่องเล่าจากภาพถ่าย "วังศุโขทัย" วังศุโขทัย ตั้งอยู่มุมถนนขาวและถนนสามเสน เป็นวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ในครั้งนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๕โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังศุโขทัยพระราชทานเป็นของขวัญในการอภิเษกสมรสของกรมขุนสุโขทัยธรรมราชากับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๑ โดยได้รับพระราชทานนามวังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "วังศุโขไทย"...วังศุโขทัยได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในด้านการก่อสร้าง โดยประยุกต์ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตก ด้านรูปแบบตัวอาคารและตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทย ประกอบด้วย ตำหนัก 3 หลัง คือ ตำหนักใหญ่ ตำหนักไม้ ตำหนักน้ำ ภายในพระตำหนักมีระเบียงทางเชื่อมระหว่างตำหนัก ซึ่งเป็นการออกแบบก่อสร้างตามอย่างตะวันตก หากแต่ใช้ไม้เป็นวัสดุแกะสลักลวดลายตามชายคาแบบไทยอย่างสวยงาม ในช่วงที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประชวร มักจะเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถที่ตำหนักน้ำซึ่งตั้งอยู่ริมคลองสามเสนอยู่เป็นประจำ.../(อ้างอิง:ภาพเก่าทรงคุณค่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๗ และสมเด็จพระนางรำไพพรรณี พระบรมราชินี ขณะประทับ ณ พระตำหนักใหญ่ วังศุโขทัยจากหนังสือ ๑๒๐ปีบารมีพระปกเกล้า/ข้อมูลวังศุโขทัยจากวิกิพีเดีย) #วังศุโขทัย #วังเก่า #palace #kingprachadhipok #queenrampaibarni #thairoyalfamily

พระมหากษัตริย์และพระราชินีที่มีความอดทนอดกลั้น และหัวจิตหัวใจที่แข็งแรงมากที่สุดในข่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย #kingprachadhipok #queenrampaibarni

Most Popular Instagram Hashtags