sweet_mustache sweet_mustache

1382 posts   24 followers   6 followings

หนวดหวาน™  writer|editor|copy writer| เขียน ● อ่าน ● คิด author : กรุณาอย่าทิ้งความหวัง, กรุณาอย่าทิ้งความรัก,สุขระยะจักรวาล

http://facebook.com/nuadwan

ทำไมตอนจบถึงไม่เคยเปลี่ยน

ทั้งที่ชีวิตเดินมาไกลแสนไกลจากจุดเดิม
อาจเพราะตัวแปรต่างๆ ยังเหมือนเดิม
ความคิดเรายังเหมือนเดิม
วิธีการเหมือนเดิม
เพราะเรื่องราวเหมือนเดิม
เรายอมให้การเดินเรื่องเป็นเหมือนเดิม
เพราะเรายินยอมให้ชีวิตเรากลับไปอยู่จุดเดิม
เพราะเราเป็นคนแบบเดิม

ตอนจบก็คงเหมือนเดิม

เราจะเปลี่ยนชีวิตเป็นแบบใหม่ ด้วยวิธีการเดิมได้อย่างไร
เราจะเปลี่ยนตอนจบของเรื่องราว ทั้งที่เรายังมีบทพูด และแสดงแบบเดิมได้อย่างไร

มีการ "จากลา" มากมายในทุกๆ วัน
ที่ทำให้ฉันรู้สึกลึกซึ้งต่อ "ความเป็นเรา" ในวันนี้

|เป็นความจริงที่ว่า ความรักคือการสูญเสียความเป็นตัวเอง|

ธรรมชาติของความรัก
ต้องมีส่วนผสมของความทุกข์ ความไม่สมหวัง และการสูญเสียเป็นธรรมดา

เราไม่ค่อยเข้าใจหรอก จนกระทั่งพอเราเติบโตขึ้นคำที่บอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์ มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง

การรักใครสักคนคือการเสียสละความเป็นตัวเองไป ไม่มากก็น้อย
มันคือการยอมให้ใครสักคนเอาส่วนหนึ่งของชีวิตไป
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อเรารักใครสักคนหนึ่งจริงๆ เราจะยอมสูญเสียอิสระอย่างเต็มใจ

เมื่อไหร่ที่ความรักเกิดขึ้น
เราจะสูญเสียชีวิตแบบเดิมในทันที
เวลาในแบบเดิม
กำแพงแบบเดิม
พื้นที่แบบเดิม

มันคือการยอมให้ใครอีกคนมาแบ่งปันชีวิต
มันคือการยอมให้ใครก้าวเข้ามาอาณาเขตแห่งอิสระ

ดังนั้นเวลาที่ฉันได้ยินคนพูดว่า
การจะรักใครสักคนหนึ่ง "ต้องเป็นตัวเอง" "มันทั้งถูกและไม่ถูก"

มันก็ถูกที่คนเราไม่ควร "แสร้ง" หรือ "เป็น" บางอย่างเพียงเพื่อได้ความรักมา "เราถูกรักเพราะการเป็นตัวเอง
จากนั้นเราก็ยอมเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อรักษาความรักโดยที่ยังรู้สึกยังเป็นตัวเอง"

บางทีฉันแอบคิดนะว่า
"ถ้าเรารักใครสักคนหนึ่งจริงๆ เราจะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ ..." แต่!! ถ้าคุณไม่เปลี่ยนไปเลย หรือไม่ยอมเสียสละอะไรไปเลย บางทีมันอาจเป็นความรู้สึกบางอย่าง ที่ไม่ใช่ความรักก็ได้

ความจริงนะ
ฉันเกลียดประโยคแบบนี้
"ระยะห่างจะทำให้เราคิดถึงกันมากขึ้น"
ทรมานมากขึ้นสิไม่ว่า

ฉันไม่ชอบที่ใครชอบพูดว่า
"ควรมีสเปซให้กันบ้าง"

ฉันรู้สึกว่าหลายครั้งมันถูกยกมาเพื่อเป็นข้ออ้างเพื่อตัวเองมากกว่า

ฉันเชื่อลึกๆ ว่าสเปซโดยธรรมชาตินั้นถูกต้องดีงามแล้ว ไม่จำเป็นต้องขยาย

เราต้องห่างกันตามจังหวะชีวิต ตามภาระหน้าที่ เราเมื่อยเราก็คลายกอดออกจากกัน นี่คือช่องว่างที่คาริล ยิบราลพูดไว้ ฉันเชื่อแบบนั้นนะ
ฉันว่าระยะห่างพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระนะ ก็แบบที่ฉันเคยพูด
มันไม่เคยมีผลอะไรกับฉัน

แต่มันมีผลต่อความสัมพันธ์ของเรา
และของใครหลายๆ คน

เอาความจริงนะ
เวลาได้ยินอะไรที่พูดแนวๆ ที่ว่า
ให้มีพื้นที่ส่วนตัวกันบ้าง
มีสเปซกันบ้าง

ฉันชอบนึกถึงทอม แฮงก์ในเรื่องแคสอเวย์ หรือ แมด เดมอน ในเดอะมาเชี่ยน
การอยู่อ้างว้าง ต้องคุยกับตัวเอง คุยกับลูกวอลเลย์ หรือคุยกับมันฝรั่ง มันแย่มากนะ

หรือแบบนั้นยังนึกไม่ออก
ลองนึกคนรักที่ตายจากกันไปสิ "ขอแลกเวลาสักครึ่งชีวิตเพื่อได้กลับมากอดกันอีกสักนาทีได้ไหม"

หลายคนอ้อนวอนแบบนั้น

Hello from the outside

hello from the other side

Hello

สวัสดีสับปะรดสี
ตู้ญี่ปุ่นที่ภาคภูมิใจ
ปลากัด กีตาร์สายเพี้ยน
และเครื่องพิมพ์ดีดของพ่อ

|เขา|
ผมได้รับพัสดุของคุณแล้วนะครับ เคยเห็นผู้ชายเปิดกล่องวัสดุแล้วเข่าอ่อนเป็นลมไปเลยหรือเปล่าครับ ผมเกือบๆ ไปแล้วนะนั่น

คุณพระช่วย!! คุณส่งดินมาจากเมืองไทยมาให้ผมปลูกต้นหอมหรือครับ |เธอ|
ฉันเป็นแค่หัวหอมหัวหนึ่ง ฉันมาจากความว่างเปล่า เมื่อคุณลอกเปลือกฉันออกช้าๆ ทีละแผ่น ทีละแผ่นจนหมดสิ้น คุณจะไม่เจออะไรเลย สิ่งที่เหลือในมือคุณคือความว่างเปล่า

รักแรกอ่าน / ปราย พันแสง

9/10/2558
75 ปีจอห์น เลนนอน
49 ปีนับตั้งแต่วันเราเจอกัน
"จอห์น เลนนอน โยโกะ โอโนะ"

ในวันที่จอห์นพบกันครั้งแรกกับโยโกะ ในปี 1966
ขณะนั้นจอห์นได้แต่งงานกับซินเธียแล้ว

แต่ความรักก็ดื้อรั้นเกินกว่าขนบใดๆ ที่คนตั้ง
ทั้งคู่แต่งงานกันในอีกสามปีถัดไป

และภาพของโยโกะและเลนนอนกลายเป็นคนคนเดียวกัน
แม้แฟนของเดอะบีทเทิลส์จะต่อต้านอย่างหนักด้วยข้อกล่าวหาว่าโยโกะป่วนเสียจนวงอมตะต้องถึงจุดจบ

อย่างที่เลนนอนเคยพูดไว้ โลกนี้ไม่มีโยโกะ โอโนะ และ จอห์น เลนนอน

เพราะคนทั้งคู่คือคนคนเดียวกัน "คนทั้งคู่ที่ยอมให้ใครมองพวกเขาอย่างไรก็ได้...ตราบเท่าที่เขาได้รักกัน"

ยังอยู่ตรงนี้
ที่ออฟฟิศ
รอปรู๊ฟมาส่งกับลุงศิไง

ราชดำริสีเขียวเสมอ
ชอบราชดำริเสมอมา
ราชดำริมีต้นก้ามปูใหญ่ๆ สนามม้า และป่าตึก

#พอได้เข้าเมืองบ้างก็ตื่นเต้น

follow this page in feedly

Most Popular Instagram Hashtags